15 Views |
ชาร์จรถไฟฟ้า AC กับ DC ต่างกันอย่างไร?
เลือกชาร์จแบบไหนให้เหมาะกับรถ EV การชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV) มีทั้งการชาร์จแบบ AC (Alternating Current) และ DC (Direct Current) ซึ่งมีหลักการทำงาน ความเร็วในการชาร์จ และลักษณะการใช้งานที่แตกต่างกัน
โดยทั่วไป AC Charging เหมาะสำหรับการชาร์จที่บ้าน ที่ทำงาน หรือสถานที่ที่สามารถจอดรถเป็นเวลานาน ส่วน DC Fast Charging เหมาะสำหรับการเดินทางไกลและสถานการณ์ที่ต้องการชาร์จแบตเตอรี่ให้ได้เร็วที่สุด
จากประสบการณ์ของผม สิ่งที่ผู้ใช้รถ EV ควรทำความเข้าใจไม่ได้มีเพียงเรื่องความเร็วในการชาร์จเท่านั้น แต่ควรรู้ด้วยว่ารถของเรารองรับการชาร์จแบบใด รับกำลังไฟได้สูงสุดเท่าไร และควรเลือกใช้ AC หรือ DC ในสถานการณ์ใด
บทความนี้จะอธิบายความแตกต่างระหว่าง AC และ DC ตั้งแต่หลักการทำงาน กำลังไฟ ระยะเวลาชาร์จ ไปจนถึงวิธีเลือกใช้ให้เหมาะกับรถ EV และลักษณะการเดินทาง
AC Charging คืออะไร?
AC Charging คือการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าด้วยไฟฟ้ากระแสสลับ (Alternating Current) ซึ่งเป็นไฟฟ้าที่สามารถพบได้จากระบบไฟฟ้าภายในบ้าน และอาคารทั่วไป
เมื่อรถ EV รับไฟ AC เข้ามา ไฟฟ้าจะต้องผ่านอุปกรณ์ที่เรียกว่า On-board Charger (OBC) ซึ่งทำหน้าที่แปลงไฟฟ้ากระแสสลับ (AC) ให้เป็นไฟฟ้ากระแสตรง (DC) ก่อนส่งเข้าสู่แบตเตอรี่แรงดันสูงของรถ ตัวอย่างการชาร์จแบบ AC ได้แก่
- การชาร์จจาก Wallbox ที่บ้าน
- การชาร์จจาก AC Charger ตามห้างสรรพสินค้า
- การชาร์จที่สำนักงานหรืออาคาร
- การชาร์จจากจุดชาร์จที่จ่ายไฟ AC
AC Charging ชาร์จได้กี่ kW?
กำลังชาร์จ AC ที่รถสามารถรับได้ขึ้นอยู่กับทั้ง เครื่องชาร์จ ระบบไฟฟ้า และความสามารถของ On-board Charger ในรถ
ตัวอย่างเช่น รถบางรุ่นอาจรองรับ AC ที่ประมาณ 7.4 kW ขณะที่รถบางรุ่นรองรับ 11 kW หรือ 22 kW
ดังนั้น การติดตั้ง Wallbox ที่มีกำลังสูงกว่าไม่ได้หมายความว่ารถจะรับกำลังได้สูงสุดตามกำลังของ Wallbox เสมอไป
ตัวอย่าง: หาก Wallbox สามารถจ่ายได้ 22 kW แต่รถรองรับการชาร์จ AC สูงสุดเพียง 11 kW รถก็จะรับไฟได้ประมาณ 11 kW ตามข้อจำกัดของระบบรถ
DC Charging คืออะไร?
DC Charging หรือ DC Fast Charging คือการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าด้วยไฟฟ้ากระแสตรง (Direct Current) โดยเครื่องชาร์จจะทำหน้าที่แปลงไฟฟ้าจาก AC เป็น DC ภายในสถานีชาร์จ ก่อนส่งไฟฟ้ากระแสตรงไปยังระบบแบตเตอรี่แรงดันสูงของรถ
การชาร์จแบบ DC สามารถใช้กำลังไฟสูงกว่า AC ได้มาก จึงช่วยลดระยะเวลาในการชาร์จ โดยเฉพาะเมื่อต้องเดินทางไกล
สถานีชาร์จ DC มักพบใน
- สถานีชาร์จรถ EV
- จุดชาร์จตามทางหลวง
- ปั๊มน้ำมันหรือจุดพักรถ
- ห้างสรรพสินค้าและพื้นที่สาธารณะ
- สถานีชาร์จสำหรับการเดินทางระยะไกล
AC กับ DC ต่างกันอย่างไร?
ความแตกต่างที่สำคัญคือ ตำแหน่งที่มีการแปลงไฟฟ้าจาก AC เป็น DC
ในการชาร์จแบบ AC รถยนต์จะรับไฟ AC แล้วใช้ On-board Charger (OBC) ภายในรถแปลงเป็น DC เพื่อเก็บไว้ในแบตเตอรี่
ส่วนการชาร์จแบบ DC เครื่องชาร์จภายนอกจะทำหน้าที่แปลงไฟเป็น DC ก่อนส่งเข้าสู่ระบบแบตเตอรี่ของรถ จึงสามารถรองรับกำลังชาร์จสูงได้
หัวข้อ
AC Charging
DC Fast Charging
ประเภทไฟที่จ่ายจากเครื่องชาร์จ
AC
DC
การแปลงไฟ
OBC ภายในรถ
เครื่องชาร์จภายนอก
ความเร็วในการชาร์จ
โดยทั่วไปช้ากว่า
โดยทั่วไปเร็วกว่า
กำลังชาร์จ
โดยทั่วไปต่ำกว่า
โดยทั่วไปสูงกว่า
การใช้งานที่เหมาะสม
บ้าน/ที่ทำงาน/จอดนาน
เดินทางไกล/ต้องการชาร์จเร็ว
ระยะเวลาชาร์จ
หลายชั่วโมงได้
โดยทั่วไปสั้นกว่าอย่างมาก
ค่าอุปกรณ์และสถานี
โดยทั่วไปต่ำกว่า
โดยทั่วไปสูงกว่า
สรุปง่าย ๆ: AC เหมาะกับการ “จอดรถแล้วชาร์จ” ส่วน DC เหมาะกับการ “ชาร์จระหว่างเดินทางและต้องการประหยัดเวลา”
ทำไม DC ถึงชาร์จเร็วกว่าการชาร์จ AC?
เหตุผลสำคัญคือการชาร์จ AC ต้องใช้ On-board Charger (OBC) ภายในรถในการแปลงไฟ AC เป็น DC ก่อนเข้าสู่แบตเตอรี่ ซึ่ง OBC มีข้อจำกัดด้านกำลังในการรับไฟ
แต่ DC Fast Charger สามารถแปลงไฟจาก AC เป็น DC ที่ตัวสถานี และจ่ายไฟ DC กำลังสูงเข้าสู่ระบบแบตเตอรี่ของรถได้โดยตรงมากกว่า
อย่างไรก็ตาม ความเร็วในการชาร์จไม่ได้ขึ้นอยู่กับกำลังของตู้ DC เพียงอย่างเดียว
ตัวอย่างเช่น หากสถานีชาร์จสามารถจ่ายไฟได้ 150 kW แต่รถรองรับ DC สูงสุดเพียง 100 kW รถก็ไม่สามารถรับไฟ 150 kW ได้ตามนั้น
นอกจากนี้ รถยังอาจลดกำลังชาร์จลงเมื่อแบตเตอรี่มีระดับประจุสูงขึ้นหรืออุณหภูมิแบตเตอรี่ไม่เหมาะสม
AC 7.4 kW, 11 kW และ 22 kW ต่างกันอย่างไร?
ตัวเลข 7.4 kW, 11 kW และ 22 kW คือกำลังไฟในการชาร์จ ไม่ใช่ความจุของแบตเตอรี่
โดยหลักการ หากรถและระบบไฟรองรับกำลังดังกล่าว การชาร์จด้วยกำลังที่สูงขึ้นก็มีโอกาสใช้เวลาน้อยลง
แต่ต้องพิจารณา 3 ปัจจัยร่วมกัน ได้แก่
รถรองรับ AC สูงสุดกี่ kW
เครื่องชาร์จสามารถจ่ายได้กี่ kW
ระบบไฟฟ้าที่ติดตั้งสามารถรองรับกำลังดังกล่าวหรือไม่
ดังนั้นก่อนติดตั้ง Wallbox ผมแนะนำให้ตรวจสอบสเปกรถและระบบไฟฟ้าภายในบ้านก่อนเสมอ เพื่อให้เลือกขนาดเครื่องชาร์จได้เหมาะสมกับการใช้งานจริง
DC 50 kW, 100 kW, 150 kW และ 350 kW คืออะไร?
ตัวเลขเหล่านี้หมายถึง กำลังไฟสูงสุดที่เครื่องชาร์จสามารถจ่ายได้ ไม่ได้หมายความว่ารถทุกคันจะสามารถรับไฟได้เท่ากัน
ตัวอย่างเช่น
สถานี DC 150 kW + รถรองรับสูงสุด 100 kW
รถจะรับไฟได้ไม่เกินขีดจำกัดของระบบรถ แม้ว่าสถานีจะสามารถจ่ายได้สูงถึง 150 kW ก็ตาม
ในทางกลับกัน หากรถรองรับการชาร์จได้สูง แต่สถานีจ่ายได้เพียง 50 kW รถก็จะถูกจำกัดด้วยกำลังของสถานี
ดังนั้นความเร็วในการชาร์จจริงจึงขึ้นอยู่กับ รถ + เครื่องชาร์จ + สภาพแบตเตอรี่ + ระบบควบคุมการชาร์จ
ทำไมชาร์จ DC ถึงไม่ได้วิ่งเต็ม kW ตลอดเวลา?
นี่เป็นเรื่องที่ผู้ใช้รถ EV หลายคนเข้าใจผิด
แม้รถจะระบุว่าสามารถชาร์จ DC ได้สูงสุด เช่น 150 kW แต่ไม่ได้หมายความว่ารถจะรับไฟ 150 kW ตั้งแต่ 0% จนถึง 100%
ระบบจะมีการปรับกำลังชาร์จตามสถานะของแบตเตอรี่ โดยเฉพาะเมื่อระดับแบตเตอรี่สูงขึ้น
ลักษณะการเปลี่ยนแปลงกำลังชาร์จตามช่วงของแบตเตอรี่เรียกว่า Charging Curve
โดยทั่วไปกำลังชาร์จอาจสูงในช่วงแบตเตอรี่ระดับต่ำถึงปานกลาง และค่อย ๆ ลดลงเมื่อแบตเตอรี่มีประจุสูงขึ้น
ดังนั้นการดูเพียงตัวเลข “DC สูงสุดกี่ kW” อาจไม่เพียงพอในการประเมินความเร็วในการชาร์จจริง
ชาร์จรถ EV ควรเลือก AC หรือ DC?
การเลือกใช้ AC หรือ DC ควรพิจารณาจากลักษณะการใช้งานเป็นหลัก
ใช้ AC เมื่อ
จอดรถที่บ้านเป็นเวลาหลายชั่วโมง
ชาร์จในช่วงกลางคืน
จอดรถที่สำนักงานเป็นเวลานาน
ไม่จำเป็นต้องเติมพลังงานอย่างรวดเร็ว
ต้องการใช้การชาร์จแบบเป็นประจำในชีวิตประจำวัน
ใช้ DC เมื่อ
เดินทางไกล
ต้องการเติมพลังงานในเวลาจำกัด
ต้องการเดินทางต่อโดยเร็ว
ระหว่างทางไม่มีเวลาจอดรถหลายชั่วโมง
ต้องการชาร์จเพิ่มระยะทางอย่างรวดเร็ว
ในมุมมองของผม ไม่มีคำตอบว่า AC หรือ DC แบบไหน “ดีกว่า” สำหรับทุกคน เพราะทั้งสองแบบมีจุดประสงค์ต่างกัน การเลือกใช้ควรดูจากรูปแบบการเดินทางและความสามารถของรถเป็นหลัก
ชาร์จ DC บ่อยๆ ทำให้แบตเตอรี่รถ EV เสื่อมเร็วจริงหรือไม่?
การชาร์จ DC เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ควรพิจารณาเกี่ยวกับการใช้งานแบตเตอรี่ แต่ไม่ควรสรุปง่าย ๆ ว่า “ชาร์จ DC แล้วแบตเตอรี่จะเสื่อมเร็ว”
อายุการใช้งานของแบตเตอรี่ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น
อุณหภูมิของแบตเตอรี่
กำลังและความเร็วในการชาร์จ
ระดับประจุของแบตเตอรี่
รูปแบบการใช้งาน
จำนวนรอบการชาร์จ
ระบบจัดการแบตเตอรี่ (BMS)
เทคโนโลยีและเคมีของแบตเตอรี่แต่ละรุ่น
รถ EV รุ่นใหม่จำนวนมากมีระบบจัดการอุณหภูมิและระบบควบคุมการชาร์จ เพื่อช่วยให้การชาร์จอยู่ในช่วงที่เหมาะสม
สิ่งที่ผมอยากแนะนำคือ ไม่จำเป็นต้องหลีกเลี่ยง DC ไปทั้งหมด หากต้องเดินทางไกลหรือจำเป็นต้องชาร์จเร็ว เพียงใช้งานตามคำแนะนำของผู้ผลิตและไม่ใช้การชาร์จแบบใดแบบหนึ่งเกินความจำเป็น
kW กับ kWh ต่างกันอย่างไร?
อีกเรื่องที่ผู้ใช้รถ EV มักสับสนคือ kW กับ kWh
kW (กิโลวัตต์) ใช้บอก “กำลัง” เช่น กำลังของเครื่องชาร์จหรือกำลังที่รถกำลังรับอยู่
kWh (กิโลวัตต์-ชั่วโมง) ใช้บอก “ปริมาณพลังงาน” เช่น ความจุของแบตเตอรี่
ตัวอย่างง่าย ๆ
เครื่องชาร์จ = 11 kW
แบตเตอรี่ = 60 kWh
จึงไม่ควรนำตัวเลข kW และ kWh มาใช้แทนกัน
ในสถานการณ์จริง ระยะเวลาชาร์จยังขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของระบบ การจำกัดกำลังชาร์จ และ Charging Curve ด้วย จึงไม่สามารถใช้สูตรกำลังชาร์จสูงสุดหารด้วยความจุแบตเตอรี่เพื่อคำนวณเวลาชาร์จจริงได้อย่างแม่นยำในทุกกรณี
ชาร์จรถ EV ถึง 80% หรือ 100% ดี?
การชาร์จถึง 80% หรือ 100% ควรเลือกตามลักษณะการใช้งานและคำแนะนำของผู้ผลิตรถ
หากเป็นการใช้งานประจำวันและไม่ได้ต้องการระยะทางสูงสุด การชาร์จในระดับที่เหมาะสมตามคำแนะนำของผู้ผลิตอาจเพียงพอ
แต่หากต้องเดินทางไกล การชาร์จให้มีพลังงานเพียงพอต่อระยะทางก็เป็นเรื่องสำคัญ
สำหรับการชาร์จ DC การชาร์จจนใกล้ 100% อาจใช้เวลานานขึ้น เนื่องจากรถมักลดกำลังการชาร์จลงเมื่อระดับแบตเตอรี่สูงขึ้น
ดังนั้นในการเดินทางไกล ผมมองว่าการวางแผนชาร์จให้เหมาะกับเส้นทางและเวลาที่มี สำคัญกว่าการพยายามชาร์จให้เต็ม 100% ทุกครั้ง
สรุป AC กับ DC แบบเข้าใจง่าย
AC Charging เหมาะกับการชาร์จในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะการชาร์จที่บ้านหรือสถานที่ที่สามารถจอดรถเป็นเวลานาน
DC Fast Charging เหมาะกับการเดินทางไกลและสถานการณ์ที่ต้องการลดเวลาในการชาร์จ
สิ่งสำคัญคือควรดูทั้ง กำลังที่เครื่องชาร์จจ่ายได้และกำลังสูงสุดที่รถรองรับ เพราะตัวเลข kW ที่ระบุบนเครื่องชาร์จไม่ได้หมายความว่ารถจะรับไฟได้เต็มกำลังตลอดเวลา
เลือกง่าย ๆ
จอดนาน → AC
ต้องการชาร์จเร็ว → DC
เดินทางไกล → DC
ชาร์จประจำที่บ้าน → AC
ถ้าให้ผมสรุปแบบสั้นที่สุด: สำหรับการใช้งานประจำวัน AC มักเป็นตัวเลือกที่เหมาะสม ส่วน DC ควรใช้เมื่อจำเป็นต้องชาร์จเร็ว โดยควรเลือกกำลังชาร์จให้สัมพันธ์กับความสามารถของรถและสถานีชาร์จ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการชาร์จรถไฟฟ้า AC และ DC
AC กับ DC อันไหนชาร์จเร็วกว่ากัน?
โดยทั่วไป DC Fast Charging สามารถชาร์จได้เร็วกว่าการชาร์จ AC เนื่องจากรองรับกำลังชาร์จที่สูงกว่า แต่ความเร็วจริงขึ้นอยู่กับข้อจำกัดของรถและสถานีชาร์จ
ชาร์จรถ EV ที่บ้านควรใช้ AC หรือ DC?
โดยทั่วไป AC เหมาะกับการชาร์จที่บ้านมากกว่า เนื่องจากสามารถชาร์จขณะจอดรถเป็นเวลานาน เช่น ช่วงกลางคืน และระบบติดตั้งมีความเหมาะสมกับการใช้งานประจำวันมากกว่า
รถรองรับ DC 150 kW ต้องใช้ตู้ชาร์จ 150 kW หรือไม่?
ไม่จำเป็นเสมอไป รถสามารถใช้สถานี DC ที่มีกำลังต่ำกว่าได้ เพียงแต่กำลังสูงสุดที่รับได้จะถูกจำกัดตามความสามารถของสถานีและระบบรถ
ทำไมตู้ชาร์จ 150 kW แต่รถชาร์จได้ไม่ถึง 150 kW?
เพราะกำลัง 150 kW เป็นกำลังสูงสุดของเครื่องชาร์จ ขณะที่รถอาจมีข้อจำกัดด้านการรับไฟ อุณหภูมิแบตเตอรี่ ระดับ SOC หรือ Charging Curve ทำให้กำลังชาร์จจริงต่ำกว่าค่าสูงสุด
ชาร์จ AC กับ DC แบบไหนทำให้แบตเตอรี่เสื่อมมากกว่ากัน?
ไม่ควรตัดสินจากประเภท AC หรือ DC เพียงอย่างเดียว อายุการใช้งานแบตเตอรี่ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย รวมถึงอุณหภูมิ รูปแบบการใช้งาน กำลังชาร์จ ระดับประจุ และระบบจัดการแบตเตอรี่
ควรชาร์จรถ EV ถึง 100% ทุกครั้งหรือไม่?
ไม่จำเป็นสำหรับทุกสถานการณ์ ควรพิจารณาตามรูปแบบการใช้งานและคำแนะนำของผู้ผลิตรถ โดยเฉพาะการชาร์จ DC การชาร์จในช่วงท้ายอาจใช้เวลานานขึ้นเนื่องจากรถลดกำลังชาร์จลง
บทสรุป
การเข้าใจความแตกต่างระหว่าง AC Charging และ DC Fast Charging ช่วยให้ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าสามารถเลือกวิธีชาร์จได้เหมาะสมกับการใช้งานมากขึ้น
AC เหมาะสำหรับการชาร์จแบบประจำและการจอดรถเป็นเวลานาน ขณะที่ DC เหมาะสำหรับการเดินทางไกลและการชาร์จที่ต้องการความรวดเร็ว
อย่างไรก็ตาม ความเร็วในการชาร์จไม่ได้ขึ้นอยู่กับเครื่องชาร์จเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากการทำงานร่วมกันของ รถยนต์ เครื่องชาร์จ แบตเตอรี่ ระบบ BMS อุณหภูมิ และระดับพลังงานในแบตเตอรี่
ดังนั้น ก่อนเลือกเครื่องชาร์จหรือติดตั้ง Wallbox ควรตรวจสอบข้อมูลจำเพาะของรถ EV และระบบไฟฟ้าที่ใช้งาน เพื่อให้สามารถเลือกกำลังชาร์จได้อย่างเหมาะสมและปลอดภัย
————————
ติดตามข่าวสาร กิจกรรม หรือ สอบถามราคาแบตได้ที เพจหลัก ตามลิงค์นะครับ
https://web.facebook.com/fastbattfans/
——————————————————
เมื่อแบตหมดโทรเรียก ”ฟาสต์แบต (Fastbatt)”
แบตเตอรี่หมดฉุกเฉิน โทร 090 996 7191 “ฟาสต์แบต “ แบตด่วน ส่งไวภายใน 30 นาที
บริการส่งถึงที่ ฟรี!ไม่มีค่าแรง (15 กม)
——————————————————
เปลี่ยนแบตนอกสถานที่ กรุงเทพ ปริมณฑล :
- Center : 090 996 7191
- Line Official : @fastbatt
- FaceBook Official : fastbattfans
——————————————————
พื้นที่ให้บริการเปลี่ยนแบตเตอรี่นอกสถานที่ กรุงเทพฯ และพื้นที่ใกล้เคียง
Fastbatt ให้บริการเปลี่ยนแบตเตอรี่นอกสถานที่ พร้อมจัดส่งและติดตั้งแบตเตอรี่ถึงจุดที่รถจอด ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และพื้นที่ใกล้เคียง โดยแบ่งพื้นที่ให้บริการตามโซนต่างๆ ดังนี้
โซนกรุงเทพกลาง
พระนคร, ดุสิต, ป้อมปราบศัตรูพ่าย, สัมพันธวงศ์, พญาไท, ราชเทวี, ดินแดง, ห้วยขวาง, วังทองหลาง, พระราม 9, เหม่งจ๋าย, ประชาสงเคราะห์, เทียนร่วมมิตร, RCA, ทาวน์อินทาวน์, แยก อสมท, เซ็นทรัล พระราม 9, ถนนเพชรบุรี, อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ และถนนศรีอยุธยา
โซนลาดพร้าว–รามอินทรา–บางเขน
จตุจักร, บางซื่อ, ลาดพร้าว, วังหิน, ลาดปลาเค้า, โชคชัย 4, นาคนิวาส, สตรีวิทยา 2, ประดิษฐ์มนูธรรม, เลียบทางด่วนรามอินทรา–อาจณรงค์, รามอินทรา, บางเขน, ท่าแร้ง, หลักสี่, ดอนเมือง และสายไหม
โซนมีนบุรี–รามคำแหง–บางกะปิ
บางกะปิ, คลองจั่น, แฮปปี้แลนด์, หัวหมาก, รามคำแหง, หลังราม, หมู่บ้านนักกีฬา, สะพานสูง, สัมมากร, นวลจันทร์, นวมินทร์, บึงกุ่ม, คลองกุ่ม, โพธิ์แก้ว, คลองลำเจียก, สุคนธสวัสดิ์, ประเสริฐมนูกิจ, ตลาดปัฐวิกรณ์, เสรีไทย, คันนายาว, มีนบุรี, คลองสามวา, หนองจอก และร่มเกล้า
โซนสุขุมวิท–พระโขนง–คลองเตย
ปทุมวัน, บางรัก, สาทร, บางคอแหลม, ยานนาวา, อโศก, สุขุมวิท, ทองหล่อ, เอกมัย, สุขุมวิท 71, ปรีดี พนมยงค์, พระโขนง, คลองตัน, คลองเตย, วัฒนา, พระราม 4 และกล้วยน้ำไท
โซนอ่อนนุช–พัฒนาการ–ศรีนครินทร์
สวนหลวง, ประเวศ, อ่อนนุช, พัฒนาการ, ศรีนครินทร์, เฉลิมพระเกียรติ ร.9, บางจาก, อุดมสุข, ปุณณวิถี, ธัญญาพาร์ค ศรีนครินทร์, ซีคอนสแควร์ ศรีนครินทร์, ซีคอน และพาราไดซ์ พาร์ค
โซนบางนา–ลาดกระบัง–พื้นที่ใกล้เคียง
บางนา, ลาซาล, แบริ่ง, ด่านสำโรง, กิ่งแก้ว, ลาดกระบัง และเซ็นทรัล บางนา
โซนกรุงธนบุรี
ธนบุรี, คลองสาน, จอมทอง, บางพลัด, บางกอกใหญ่, บางกอกน้อย, ตลิ่งชัน, ทวีวัฒนา, ภาษีเจริญ, บางแค, หนองแขม, บางบอน, บางขุนเทียน, ราษฎร์บูรณะ และทุ่งครุ
นอกจากนี้ Fastbatt ยังให้บริการในพื้นที่ใกล้เคียงกรุงเทพฯ โดยสามารถจัดส่งและติดตั้งแบตเตอรี่ถึงจุดที่รถจอด ทั้งรถยนต์ทั่วไป รถยนต์ Hybrid รถยนต์ Plug-in Hybrid และรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ตามพื้นที่ และเงื่อนไขการให้บริการ
หมายเหตุ: พื้นที่ให้บริการ และค่าบริการอาจแตกต่างกันตามระยะทาง ตำแหน่งรถ สภาพการจราจร และช่วงเวลาที่เรียกใช้บริการ และบางพื้นที่มีค่าบริการ กรุณาสอบถามเจ้าหน้าที่เพื่อยืนยันพื้นที่ให้บริการและค่าใช้จ่ายก่อนเข้ารับบริการ