7 Views |
ไขข้อข้องใจมือใหม่ ชาร์จไฟบ้าน VS ตู้สาธารณะ แบบไหนประหยัด และถนอมแบตที่สุด?
สำหรับคนที่เพิ่งใช้รถยนต์ไฟฟ้า หรือกำลังตัดสินใจซื้อรถ EV คำถามที่มักเกิดขึ้นคือ ควรชาร์จรถไฟฟ้าที่บ้านหรือตู้ชาร์จสาธารณะ? และการชาร์จแบบไหนช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย และเหมาะกับการดูแลแบตเตอรี่มากที่สุด
คำตอบแบบสั้นๆ คือ การชาร์จที่บ้านด้วย AC มักเหมาะกับการใช้งานประจำวัน และมีต้นทุนต่อหน่วยต่ำกว่าการชาร์จ DC สาธารณะ โดยเฉพาะผู้ที่สามารถใช้ไฟตามอัตรา TOU ในช่วงที่มีค่าไฟต่ำได้
ส่วน DC Fast Charging มีจุดเด่นที่ความรวดเร็ว จึงเหมาะกับการเดินทางไกลหรือสถานการณ์ที่ต้องการเติมพลังงานให้รถในเวลาไม่นาน
อย่างไรก็ตาม ไม่มีวิธีชาร์จแบบใดที่ดีที่สุดสำหรับทุกสถานการณ์ เพราะอายุการใช้งานแบตเตอรี่ยังขึ้นอยู่กับอุณหภูมิ ระดับประจุ (SOC) กำลังชาร์จ รูปแบบการใช้งาน และระบบจัดการแบตเตอรี่ของรถแต่ละรุ่นด้วย
ชาร์จรถไฟฟ้าที่บ้านกับตู้สาธารณะ ต่างกันอย่างไร?
สิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจก่อนคือ การชาร์จที่บ้าน และการชาร์จตู้สาธารณะไม่ได้แตกต่างกันเพียงเรื่องความเร็ว แต่ยังแตกต่างกันในเรื่องกำลังชาร์จ ต้นทุน และรูปแบบการใช้งาน
1. ชาร์จรถไฟฟ้าที่บ้านด้วย AC
การชาร์จ AC หรือ AC Charging คือการจ่ายไฟฟ้ากระแสสลับจากระบบไฟฟ้าภายในบ้านเข้าสู่รถ จากนั้น On-Board Charger (OBC) ที่อยู่ภายในรถจะทำหน้าที่แปลงไฟ AC เป็น DC เพื่อส่งต่อไปยังแบตเตอรี่แรงดันสูง
การชาร์จประเภทนี้มักมีกำลังไม่สูงมากเมื่อเทียบกับ DC Fast Charging เช่น 7.4 kW, 11 kW หรือ 22 kW ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับรถ Wallbox และระบบไฟฟ้าที่ติดตั้ง
ข้อดีของ AC Charging คือ
- เหมาะสำหรับชาร์จเป็นประจำทุกวัน
- สามารถชาร์จรถในช่วงกลางคืนขณะที่ไม่ได้ใช้งาน
- ค่าไฟต่อหน่วยมักต่ำกว่าค่าบริการชาร์จสาธารณะ
- กำลังชาร์จที่ไม่สูงมากช่วยลดภาระด้านความร้อนเมื่อเทียบกับการชาร์จ DC กำลังสูง
- สามารถเลือกติดตั้ง Wallbox ให้เหมาะกับรถ และระบบไฟบ้านได้
- จากมุมมองของผม ถ้ามีสถานที่จอดรถที่บ้าน และสามารถติดตั้ง Wallbox ได้ การชาร์จ AC ที่บ้านถือเป็นตัวเลือกที่สะดวก และเหมาะกับการใช้งานประจำวันมากที่สุด
2. ชาร์จรถไฟฟ้าที่สถานีสาธารณะด้วย DC
DC Fast Charging หรือการชาร์จแบบกระแสตรง เป็นระบบที่ตู้ชาร์จทำหน้าที่แปลงไฟ AC จากระบบไฟฟ้าเป็น DC ก่อนส่งพลังงานเข้าสู่ระบบแบตเตอรี่แรงดันสูงของรถโดยตรง
ข้อดีสำคัญคือสามารถจ่ายกำลังได้สูงกว่า AC Charging มาก ทำให้ใช้เวลาในการเติมพลังงานน้อยลง
ตัวอย่างกำลังชาร์จที่พบได้ เช่น 50 kW, 100 kW, 150 kW, 180 kW, 350 kW
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขกำลังชาร์จสูงสุดของตู้ไม่ได้หมายความว่ารถจะรับกำลังได้เท่านั้นตลอดเวลา
รถแต่ละรุ่นมีข้อจำกัดในการรับกำลังชาร์จ และระบบ BMS จะควบคุมกระแสและกำลังชาร์จตามสถานะของแบตเตอรี่ อุณหภูมิ และระดับ SOC ดังนั้นระยะเวลาชาร์จจริงจึงแตกต่างกันในรถแต่ละรุ่น
เปรียบเทียบชาร์จไฟบ้าน VS ตู้สาธารณะ แบบไหนดีกว่า?
หากถามว่า “ชาร์จรถไฟฟ้าที่บ้านหรือตู้สาธารณะ แบบไหนดีที่สุด?” คำตอบไม่ได้มีเพียงแบบเดียว
AC ที่บ้าน เหมาะสำหรับการใช้งานประจำวัน เพราะสะดวก สามารถชาร์จขณะจอดรถ และโดยทั่วไปมีต้นทุนต่อหน่วยต่ำกว่าการชาร์จสาธารณะ
ส่วน DC Fast Charging เหมาะกับการเดินทางไกลและสถานการณ์ที่ต้องการเติมพลังงานอย่างรวดเร็ว แม้จะมีต้นทุนสูงกว่าและอาจสร้างภาระด้านความร้อนมากกว่าเมื่อใช้กำลังสูง
ชาร์จรถ EV ที่บ้าน ประหยัดกว่าตู้สาธารณะจริงหรือไม่?
โดยทั่วไป การชาร์จรถ EV ที่บ้านมีต้นทุนต่อ kWh ต่ำกว่าการชาร์จจากสถานีสาธารณะ โดยเฉพาะผู้ที่สามารถใช้ไฟในช่วง Off-Peak ของอัตรา TOU ได้
ตัวอย่างเช่น หากสมมติค่าไฟอยู่ที่ประมาณ 2.6–2.8 บาทต่อ kWh
การใช้พลังงาน 60 kWh จะมีต้นทุนพลังงานพื้นฐานประมาณ
60 × 2.6 = 156 บาท ถึง 60 × 2.8 = 168 บาท
แต่การคำนวณจากความจุแบตเตอรี่โดยตรงอาจไม่เท่ากับพลังงานที่ดึงจากระบบไฟบ้านจริง เพราะระหว่างการชาร์จมีการสูญเสียพลังงานเกิดขึ้น ดังนั้นค่าใช้จ่ายจริงควรพิจารณาจาก พลังงานไฟฟ้าที่มิเตอร์หรือระบบชาร์จใช้จริง มากกว่าดูเฉพาะความจุของแบตเตอรี่
ส่วนสถานีชาร์จ DC จะมีค่าบริการแตกต่างกันไปตามผู้ให้บริการ สถานี ช่วงเวลา และกำลังชาร์จ จึงไม่ควรกำหนดว่าทุกสถานีมีราคาเท่ากัน
สิ่งที่ผมแนะนำคือ หากต้องการลดค่าใช้จ่ายในการใช้งานรถ EV ระยะยาว ควรใช้การชาร์จที่บ้านเป็นหลัก และใช้ DC Fast Charging ในวันที่ต้องเดินทางไกลหรือมีข้อจำกัดด้านเวลา
ชาร์จ AC ที่บ้านถนอมแบตเตอรี่กว่า DC จริงไหม?
คำตอบคือ โดยทั่วไปการชาร์จ AC ที่กำลังไม่สูง เหมาะกับการใช้งานประจำวัน และมักมีภาระด้านความร้อนต่ำกว่าการชาร์จ DC กำลังสูง
แต่ไม่ควรสรุปว่า “AC ถนอมแบตเตอรี่เสมอ ส่วน DC ทำให้แบตเตอรี่เสื่อม” เพราะอายุแบตเตอรี่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับประเภท AC หรือ DC เพียงอย่างเดียว
ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการเสื่อมของแบตเตอรี่ ได้แก่
- อุณหภูมิของแบตเตอรี่
- กำลัง และกระแสไฟในการชาร์จ
- ระดับประจุแบตเตอรี่ (SOC)
- ระยะเวลาที่แบตเตอรี่อยู่ในระดับ SOC สูงมาก
- รูปแบบการใช้งานรถ
- ระบบระบายความร้อน
- ระบบ BMS
- เคมีของแบตเตอรี่ เช่น LFP หรือ NMC
- การปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้ผลิตรถ
ดังนั้น การใช้ DC Fast Charging เป็นครั้งคราวไม่ได้หมายความว่าจะทำให้แบตเตอรี่เสียหายอย่างรวดเร็ว แต่การชาร์จ DC กำลังสูงเป็นประจำ โดยเฉพาะภายใต้สภาวะที่แบตเตอรี่มีอุณหภูมิสูง อาจเพิ่มภาระทางความร้อน และมีผลต่อการเสื่อมของแบตเตอรี่ในระยะยาวได้
ทำไมการชาร์จ DC กำลังสูงจึงเกิดความร้อนมากกว่า?
เมื่อชาร์จด้วยกำลังสูง กระแสไฟที่ไหลเข้าสู่ระบบแบตเตอรี่จะเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เกิดความร้อนจากความต้านทานภายในเซลล์ และระบบไฟฟ้า
รถ EV รุ่นใหม่จำนวนมากจึงมี Battery Thermal Management System เพื่อควบคุมอุณหภูมิของแบตเตอรี่ระหว่างการชาร์จและการขับขี่
นอกจากนี้กำลังชาร์จยังไม่ได้สูงคงที่ตลอดการชาร์จ
โดยเฉพาะเมื่อแบตเตอรี่มี SOC สูงขึ้น ระบบ BMS มักจะลดกำลังชาร์จลงตาม Charging Curve เพื่อควบคุมความปลอดภัย และดูแลอายุการใช้งานของแบตเตอรี่
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการชาร์จจาก 20% ไป 80% อาจใช้เวลาน้อยกว่าการชาร์จจาก 80% ไป 100% แม้จะเพิ่มเปอร์เซ็นต์แบตเตอรี่เท่ากัน
ควรชาร์จแบตเตอรี่รถ EV ถึงกี่เปอร์เซ็นต์?
ไม่มีตัวเลขเดียวที่เหมาะกับรถ EV ทุกคัน เพราะผู้ผลิตแต่ละรายอาจกำหนดคำแนะนำในการชาร์จแตกต่างกันตามประเภทแบตเตอรี่ และระบบจัดการแบตเตอรี่ (BMS)
สำหรับการใช้งานทั่วไป 80% เป็นระดับที่เหมาะสมสำหรับรถ EV หลายรุ่น โดยสามารถชาร์จ และใช้งานในช่วงประมาณ 20–80% เป็นหลัก เพื่อหลีกเลี่ยงการปล่อยให้แบตเตอรี่มีประจุต่ำมากหรืออยู่ที่ระดับสูงมากเป็นเวลานาน
หากต้องเดินทางไกล สามารถชาร์จเพิ่มถึง 100% เพื่อเพิ่มระยะทางในการเดินทางได้ โดยเฉพาะเมื่อผู้ผลิตรถแนะนำให้ชาร์จเต็มก่อนออกเดินทาง
สำหรับรถที่ใช้แบตเตอรี่ LFP บางรุ่น ผู้ผลิตอาจแนะนำให้ชาร์จถึง 100% เป็นระยะ เพื่อช่วยให้ระบบ BMS ประเมินระดับประจุได้แม่นยำขึ้น ดังนั้นควรยึดตามคำแนะนำในคู่มือรถเป็นหลัก
ช่วง 0% – 20% (Warning Zone)
คำแนะนำ ควรหลีกเลี่ยงการปล่อยให้แบตเตอรี่ต่ำกว่า 20% โดยไม่จำเป็น เพราะอาจทำให้เซลล์แบตเตอรี่เกิดความเค้น (Stress) และเร่งการเสื่อมสภาพ
ช่วง 20% – 80% (Optimal Zone)
คำแนะนำ ช่วงที่ปลอดภัย ถนอมแบตเตอรี่ได้ดีที่สุด และประหยัดเวลาชาร์จที่สุด เหมาะสำหรับการชาร์จด้วยไฟบ้าน (AC) ในชีวิตประจำวัน
ช่วง 80% – 100% (Full Zone)
คำแนะนำ เหมาะสำหรับการเตรียมตัวก่อนออกเดินทางไกล (หากชาร์จด้วยตู้ Fast Charge DC ระบบจะลดความเร็วลงเมื่อเกิน 80% เพื่อความปลอดภัยและความร้อน)
สรุปง่าย ๆ: ใช้งานประจำวันให้ตั้งเป้าประมาณ 80% และชาร์จ 100% เมื่อจำเป็น โดยไม่ควรใช้กฎ 80% หรือ 100% แบบเดียวกับรถ EV ทุกคัน
แบตเตอรี่ LFP ควรชาร์จ 100% หรือไม่?
แบตเตอรี่ LFP (Lithium Iron Phosphate) มีลักษณะการประเมินระดับประจุแตกต่างจากแบตเตอรี่บางเคมี ดังนั้นรถบางรุ่นอาจแนะนำให้ชาร์จถึง 100% เป็นระยะ เพื่อช่วยให้ระบบ BMS ประเมินสถานะประจุได้แม่นยำขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่า รถที่ใช้แบตเตอรี่ LFP ทุกคันต้องชาร์จ 100% ทุกสัปดาห์ วิธีที่ถูกต้องที่สุดคือดูคำแนะนำจากผู้ผลิตรถรุ่นนั้นโดยตรง
หลังขับรถมาใหม่ ๆ ควรชาร์จทันทีหรือไม่?
ไม่จำเป็นต้องรอให้แบตเตอรี่เย็นด้วยตัวเองทุกครั้งก่อนเสียบชาร์จ
รถ EV สมัยใหม่มีระบบจัดการอุณหภูมิแบตเตอรี่ที่สามารถควบคุมอุณหภูมิระหว่างการชาร์จได้
หากแบตเตอรี่มีอุณหภูมิสูง ระบบรถอาจลดกำลังชาร์จหรือทำงานร่วมกับระบบระบายความร้อนเพื่อควบคุมอุณหภูมิ
ดังนั้นสิ่งสำคัญกว่าคือ หลีกเลี่ยงการใช้งานในสภาวะที่ทำให้แบตเตอรี่มีอุณหภูมิสูงมากเป็นเวลานาน และปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้ผลิต
3 แนวทางสำคัญในการดูแลแบตเตอรี่รถ EV
1. ไม่ปล่อยแบตเตอรี่ต่ำหรือสูงมากเป็นเวลานาน
หากไม่มีความจำเป็น ควรหลีกเลี่ยงการปล่อยให้แบตเตอรี่เหลือต่ำมากเป็นเวลานาน รวมถึงการจอดรถทิ้งไว้ที่ระดับ 100% เป็นเวลานาน
สำหรับการใช้งานทั่วไป สามารถใช้ช่วง SOC ที่เหมาะสมตามคำแนะนำของผู้ผลิต
2. ใช้ DC Fast Charging เมื่อจำเป็น
DC Fast Charging มีประโยชน์อย่างมากเมื่อเดินทางไกล เพราะช่วยลดเวลาในการจอดชาร์จ
แต่สำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน หากมีเวลาชาร์จเพียงพอ การชาร์จ AC ที่บ้านก็เป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่าในแง่ของต้นทุนและการใช้งาน
3. อย่าลืมดูแลแบตเตอรี่ 12V
แม้รถ EV จะใช้แบตเตอรี่แรงดันสูงเป็นแหล่งพลังงานหลัก แต่รถยังมี แบตเตอรี่ 12V สำหรับระบบไฟฟ้าและอุปกรณ์ควบคุมต่าง ๆ
หากแบตเตอรี่ 12V มีปัญหา รถอาจไม่สามารถปลดล็อก เปิดระบบ หรือเข้าสู่โหมดพร้อมขับได้ แม้แบตเตอรี่แรงดันสูงจะยังมีพลังงานอยู่ก็ตาม ดังนั้นการดูแลรถ EV ไม่ควรให้ความสำคัญเฉพาะแบต เตอรี่แรงดันสูงเท่านั้น
AC หรือ DC ควรเลือกชาร์จแบบไหนดี?
การเลือกชาร์จแบตเตอรี่รถ EV ระหว่าง AC และ DC ไม่มีรูปแบบที่ตายตัวว่าต้องเลือกแบบใดเสมอไป แต่ควรพิจารณาจาก ลักษณะการใช้งาน ระยะทาง เวลาในการชาร์จ และความสะดวกในแต่ละสถานการณ์ โดย AC เหมาะกับการชาร์จเป็นประจำ โดยเฉพาะการชาร์จที่บ้านหรือระหว่างจอดรถเป็นเวลานาน ขณะที่ DC Fast Charging เหมาะสำหรับการเดินทางไกลหรือกรณีที่ต้องการเติมพลังงานในเวลาที่จำกัด สามารถสรุปการเลือกใช้งานได้ง่าย ๆ ดังนี้
ถ้าให้ผมสรุปแบบง่ายที่สุด :
ชาร์จ AC ที่บ้านเป็นหลัก และใช้ DC Fast Charging เมื่อจำเป็น พร้อมปฏิบัติตามคำแนะนำเกี่ยวกับการชาร์จของผู้ผลิตรถแต่ละรุ่น
วิธีนี้ช่วยให้เจ้าของรถ EV สามารถบริหารทั้ง ค่าใช้จ่าย ความสะดวก และการดูแลแบตเตอรี่ ได้อย่างเหมาะสม โดยไม่จำเป็นต้องหลีกเลี่ยงการชาร์จ DC เพียงเพราะกังวลว่าแบตเตอรี่จะเสื่อมเร็ว
ติดตามข่าวสาร กิจกรรม หรือ สอบถามราคาแบตได้ที เพจหลัก ตามลิงค์นะครับ
https://web.facebook.com/fastbattfans/
——————————————————
เมื่อแบตหมดโทรเรียก ”ฟาสต์แบต (Fastbatt)”
แบตเตอรี่หมดฉุกเฉิน โทร 090 996 7191 “ฟาสต์แบต “ แบตด่วน ส่งไวภายใน 30 นาที
บริการส่งถึงที่ ฟรี!ไม่มีค่าแรง (15 กม)
——————————————————
เปลี่ยนแบตนอกสถานที่ กรุงเทพ ปริมณฑล :
- Center : 090 996 7191
- Line Official : @fastbatt
- FaceBook Official : fastbattfans
——————————————————
พื้นที่ให้บริการเปลี่ยนแบตเตอรี่นอกสถานที่ กรุงเทพฯ และพื้นที่ใกล้เคียง
Fastbatt ให้บริการเปลี่ยนแบตเตอรี่นอกสถานที่ พร้อมจัดส่งและติดตั้งแบตเตอรี่ถึงจุดที่รถจอด ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และพื้นที่ใกล้เคียง โดยแบ่งพื้นที่ให้บริการตามโซนต่างๆ ดังนี้
โซนกรุงเทพกลาง
พระนคร, ดุสิต, ป้อมปราบศัตรูพ่าย, สัมพันธวงศ์, พญาไท, ราชเทวี, ดินแดง, ห้วยขวาง, วังทองหลาง, พระราม 9, เหม่งจ๋าย, ประชาสงเคราะห์, เทียนร่วมมิตร, RCA, ทาวน์อินทาวน์, แยก อสมท, เซ็นทรัล พระราม 9, ถนนเพชรบุรี, อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ และถนนศรีอยุธยา
โซนลาดพร้าว–รามอินทรา–บางเขน
จตุจักร, บางซื่อ, ลาดพร้าว, วังหิน, ลาดปลาเค้า, โชคชัย 4, นาคนิวาส, สตรีวิทยา 2, ประดิษฐ์มนูธรรม, เลียบทางด่วนรามอินทรา–อาจณรงค์, รามอินทรา, บางเขน, ท่าแร้ง, หลักสี่, ดอนเมือง และสายไหม
โซนมีนบุรี–รามคำแหง–บางกะปิ
บางกะปิ, คลองจั่น, แฮปปี้แลนด์, หัวหมาก, รามคำแหง, หลังราม, หมู่บ้านนักกีฬา, สะพานสูง, สัมมากร, นวลจันทร์, นวมินทร์, บึงกุ่ม, คลองกุ่ม, โพธิ์แก้ว, คลองลำเจียก, สุคนธสวัสดิ์, ประเสริฐมนูกิจ, ตลาดปัฐวิกรณ์, เสรีไทย, คันนายาว, มีนบุรี, คลองสามวา, หนองจอก และร่มเกล้า
โซนสุขุมวิท–พระโขนง–คลองเตย
ปทุมวัน, บางรัก, สาทร, บางคอแหลม, ยานนาวา, อโศก, สุขุมวิท, ทองหล่อ, เอกมัย, สุขุมวิท 71, ปรีดี พนมยงค์, พระโขนง, คลองตัน, คลองเตย, วัฒนา, พระราม 4 และกล้วยน้ำไท
โซนอ่อนนุช–พัฒนาการ–ศรีนครินทร์
สวนหลวง, ประเวศ, อ่อนนุช, พัฒนาการ, ศรีนครินทร์, เฉลิมพระเกียรติ ร.9, บางจาก, อุดมสุข, ปุณณวิถี, ธัญญาพาร์ค ศรีนครินทร์, ซีคอนสแควร์ ศรีนครินทร์, ซีคอน และพาราไดซ์ พาร์ค
โซนบางนา–ลาดกระบัง–พื้นที่ใกล้เคียง
บางนา, ลาซาล, แบริ่ง, ด่านสำโรง, กิ่งแก้ว, ลาดกระบัง และเซ็นทรัล บางนา
โซนกรุงธนบุรี
ธนบุรี, คลองสาน, จอมทอง, บางพลัด, บางกอกใหญ่, บางกอกน้อย, ตลิ่งชัน, ทวีวัฒนา, ภาษีเจริญ, บางแค, หนองแขม, บางบอน, บางขุนเทียน, ราษฎร์บูรณะ และทุ่งครุ
นอกจากนี้ Fastbatt ยังให้บริการในพื้นที่ใกล้เคียงกรุงเทพฯ โดยสามารถจัดส่งและติดตั้งแบตเตอรี่ถึงจุดที่รถจอด ทั้งรถยนต์ทั่วไป รถยนต์ Hybrid รถยนต์ Plug-in Hybrid และรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ตามพื้นที่ และเงื่อนไขการให้บริการ
หมายเหตุ: พื้นที่ให้บริการ และค่าบริการอาจแตกต่างกันตามระยะทาง ตำแหน่งรถ สภาพการจราจร และช่วงเวลาที่เรียกใช้บริการ และบางพื้นที่มีค่าบริการ กรุณาสอบถามเจ้าหน้าที่เพื่อยืนยันพื้นที่ให้บริการและค่าใช้จ่ายก่อนเข้ารับบริการ