38702 Views |
เมื่อไหร่ควรเปลี่ยนแบตเตอรี่รถยนต์ ค่าแบตเตอรี่รถยนต์ที่ควรเปลี่ยนสำหรับผู้ใช้รถทั้งหลายคงไม่อยากให้รถดับจอดเสียกลางทางใช่ไหม? ซึ่งการที่เครื่องยนต์ดับสนิท สตาร์ทยังไงก็ไม่ติด โดยเฉพาะในปัจจุบันที่รถยนต์มีระบบไฟฟ้า และระบบอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาเกี่ยวข้องมากขึ้น ทั้งรถยนต์เครื่องยนต์สันดาป รถยนต์ Hybrid รถยนต์ Plug-in Hybrid และรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ต่างก็มีระบบไฟฟ้าที่ต้องพึ่งพาแบตเตอรี่ 12V เพื่อให้ระบบต่างๆ ทำงานได้อย่างเหมาะสม
สาเหตุหนึ่งอาจจะมาจากแบตเตอรี่รถยนต์เสื่อมก็เป็นได้ ดังนั้นทางที่ดีก่อนขับรถ และขณะขับรถ ควรตรวจเช็คให้ดีนะครับว่ารถของคุณเริ่มมีอาการเหล่านี้แล้วหรือยัง หมั่นคอยตรวจเช็คว่าคุณเปลี่ยนแบตเตอรี่รถยนต์ครั้งสุดท้ายมานานมากแล้วหรือยัง เข้าศูนย์บริการครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ เพราะสัญญาณที่เราจะมาบอกต่อไปนี้ บ่งบอกได้ทันทีเลยว่า เมื่อไหร่ควรเปลี่ยนแบตเตอรี่รถยนต์ และถึงเวลาแล้วที่รถของคุณต้องทำการเปลี่ยนแบตเตอรี่รถยนต์แล้วครับผม
เพื่อนๆ หลายคนนำรถเข้าไปเชคระยะที่ศูนย์บริการ ในส่วนของการตรวจเชคแบตเตอรี่ศูนย์บริการจะมีปริ๊นสลิป 1 ใบ แสดงค่าสุขภาพของแบตเตอรี่ ถ้าศูนย์บริการแจ้งว่าแบตเตอรี่ของเราเริ่มเสื่อมสภาพ นั้นหมายความว่าถึงเวลาที่เราต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่แน่นอน
โดยแบตเตอรี่ในศูนย์บริการราคาค่อนข้างสูง ยังมีค่าแรงช่าง แถมยังต้อง +Vat ปัจจัยเหล่านี้ทำให้คนทั่วไปนิยมเปลี่ยนแบตเตอรี่ตามร้านแบตเตอรี่ข้างนอกมากกว่าศูยน์บริการ เพราะหาเปลี่ยนได้ง่าย มีบริการนอกสถานที่ เปลี่ยนถึงบ้าน และราคาถูกกว่าศูนย์บริการมากพอสมควร
ค่าแบตเตอรี่รถยนต์ สถานะของแบตเตอรี่จากปริ๊นสลิป หมายความว่าอย่างไร
1. GOOD BATTERY หมายความว่า สุขภาพแบตเตอรี่ของเรายังคงดีอยู่
2. GOOD RECHARGE หมายความว่า แบตเตอรี่ของเรายังคงดี แต่ไฟอ่อน โวลต์ต่ำ ควร RECHARGE แบตเตอรี่
3. CHARGE & RETEST หมายความว่า เครื่องไม่แน่ใจในผลการตรวจสอบ เนื่องจากแบตเตอรี่มีไฟอ่อน โวลต์ต่ำ ให้ทำการ RECHARGE แบตเตอรี่ให้เรียบร้อย และนำมาตรวจสอบอีกครั้ง
4. REPLACE BATTERY หมายความว่า แบตเตอรี่เสื่อมสภาพจากการใช้งาน ควรเปลื่ยนแบตเตอรี่
5. BAD CELL หมายความว่า แบตเตอรี่เสียหายอย่างหนัก แผ่นธาตุเกิดชำรุดเสียหายจนไม่อาจใช้งานได้ ควรเปลื่ยนแบตเตอรี่
ค่าแบตเตอรี่รถยนต์ที่ควรเปลี่ยน
ค่าต่างๆ จากใบปริ๊นผลทดสอบแบตเตอรี่จากศูนย์บริการ เมื่อเครื่องตรวจวัดแบตเตอรี่แจ้งว่า REPLACE BATTERY หรือ BAD CELL นั้นหมายความว่าแบตเตอรี่ของเรานั้นเสื่อมสภาพเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แนะนำให้หาร้านเปลี่ยนแบตเตอรี่โดยด่วน เพราะรถของเรามีโอกาสที่จะสตาร์ทไม่ติดได้ทุกเมื่อ เนื่องจากผลทดสอบจากเครื่องวัดของศูนย์บริการจะบอกสถานะของแบตเตอรี่ได้อย่างแม่นยำที่สุด แล้วค่าต่างๆ เหล่านี้ที่แสดงอยู่บนสลิปใบปริ๊นมีค่าอะไรบ้างมาดูกันครับ
VOLTS คือค่าแรงดันไฟฟ้าซึ่งมีหน่วยเป็นโวลต์ ซึ่งโวลต์โดยแบตเตอรี่สุขภาพดีควรไม่ต่ำกว่า 12 โวลต์ขึ้นไป ถือว่าแบตเตอรี่มีค่าแรงดันไฟฟ้าที่ดี (ถึงค่าโวลต์จะดี แต่ค่ากำลังสตาร์ทต่ำก็ไม่เป็นผลดี)
MEASURED คือค่า CCA กำลังสตาร์ทของแบตเตอรี่ที่วัดได้ ไม่ควรต่ำกว่าเกรณ์มาตรฐาน ขนาดเครื่องยนต์ (cc) x 0.13
CCA (Cold Cranking Ampre) ค่ากระแสไฟที่จ่ายได้สูงสุดในระยะเวลา 30 วินาที ที่แบตเตอรี่ส่งให้รถเพื่อที่จะหมุนไดสตาร์ท ค่า CCA ควรมีค่าประมาณ 20-30% ของขนาดเครื่องยนต์ โดยมีวิธีการคำณวณดังนี้
ขนาดเครื่องยนต์ (cc) x 0.13
ยกตัวอย่างเช่น เครื่องยนต์ขนาด 1,500 cc จะต้องการ CCA ที่เหมาะสม (1,500 x 0.13 = 195) นั้นก็คือประมาณ 195A เป็นอย่างน้อยอย่างไรก็ตาม ค่า CCA ที่เหมาะสมอาจขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ เช่น สภาพอากาศ อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ติดตั้งในรถยนต์ เป็นต้น
RATING ค่า CCA มาตรฐานของแบตเตอรี่รุ่นนั้นๆ โดยแบตเตอรี่แต่ละรุ่นจะมีค่าไม่เท่ากัน
Starter Test ค่าแรงดันสตาร์ท ในเมนู Starter Test ซึ่งค่าควรมากกว่า 10.30 V ถือว่าแบตเตอรี่มีค่าแรงดันสตาร์ทที่ดี
Charging Test ประสิทธิภาพไดชาร์จ ในเมนู Charging Test ซึ่งค่าควรมากกว่า 13.30 V ถือว่าไดชาร์จยังทำงานได้ดี
ในกรณีที่เราไม่มีเครื่องตรวจวัดแบตเตอรี่ มีวิธีสังเกตุด้วยตัวเองเบื่องต้นดังนี้...
1.เวลาสตาร์ทรถในแต่ละครั้ง รู้สึกว่ารถสตาร์ทติดยากกว่าปกติ
หากคุณเปลี่ยนแบตเตอรี่รถยนต์ครั้งสุดท้ายมานานมากแล้ว และพบว่ารถเริ่มสตาร์ทติดยากขึ้น มีเสียงดังแชะๆ ตลอดเวลา เสียงเครื่องยนต์หมุนช้า นั่นอาจหมายความได้ว่าแบตเตอรี่รถยนต์ของคุณเริ่มมีปัญหาแล้ว ให้ลองตรวจเช็ค และเตรียมตัวเปลี่ยนแบตเตอรี่รถยนต์ได้เลยครับ
2.ไฟหน้ารถไม่ค่อยสว่าง
อีกอาการที่บ่งบอกได้ว่าคุณควรเปลี่ยนแบตเตอรี่รถยนต์ได้แล้ว และหากพบว่าไฟหน้ารถมีแสงน้อยลง ไม่สว่างเหมือนปกติ นั่นหมายถึงระบบไฟฟ้าภายในรถกำลังอ่อน ซึ่งนั่นอาจจะมีสาเหตุมาจากแบตเตอรี่รถยนต์ที่เริ่มเสื่อม เตรียมตัววางแผนเปลี่ยนแบตเตอรี่รถยนต์ได้เลยครับ
3.ระบบไฟฟ้าในรถยนต์เริ่มทำงานผิดปกติ
ไม่ว่าจะเป็นระบบไฟต่างๆ ภายในรถ เช่น วิทยุ เครื่องเสียง กระจกไฟฟ้า หากสิ่งเหล่านี้ที่เราได้บอกไป มีอาการทำงานช้าลง กระพริบ ติดๆ ขัดๆ รู้สึกได้ถึงความผิดปกติ ก็ให้สันนิษฐานว่าอาจเป็นเพราะแบตเตอรี่รถยนต์เสื่อม นั่นอาจหมายถึงได้เวลาเปลี่ยนแบตเตอรี่รถยนต์แล้วครับ
4.เปลี่ยนแบตเตอรี่รถยนต์ครั้งสุดท้ายเมื่อประมาณ 1.5 - 2 ปีมาแล้ว
หากคุณเปลี่ยนแบตเตอรี่รถยนต์มาระยะหนึ่งแล้ว อาจต้องเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแบตเตอรี่รถยนต์ก้อนใหม่ เนื่องจากอายุการใช้งานของแบตเตอรี่รถยนต์ของเราอาจกำลังใกล้หมด ให้สังเกตร่วมกับอาการที่เราได้กล่าวไปข้างต้นแล้ว เตรียมตัวเปลี่ยนแบตเตอรี่รถยนต์ก้อนใหม่เมื่อถึงเวลาได้เลยครับผม
5.อย่ารอให้แบตเตอรี่เสื่อม จนสตาร์ทรถไม่ติด
ถ้าแบตเตอรี่รถยนต์ของลูกค้ามีอาการที่กล่าวมาใน 4 ข้อด้านบน ให้ลูกค้ารีบเปลี่ยนแบตเตอรี่โดยทันที เดี๋ยวปัญหาอื่นๆ จะตามมากทำให้เราวุ่นวาย โดยเฉพาะการที่รถเราสตาร์ทไม่ติดในที่ไม่ไม่ใครสามารถช่วยเราได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนดึกครับ
6.หมั่นตรวจสภาพแบตเตอรี่เป็นประจำ
แบตเตอรี่บางรุ่น เช่น แบตเตอรี่กึ่งแห้งของ 3K และ GS หรือแบตเตอรี่แห้งแบรนด์ต่างๆ ไม่จำเป็นต้องได้รับการดูแลเลยน้ำกลั่นตลอดอายุการใช้งาน (Maintenance Free) แต่ในกรณีที่ใช้งานหนักคุณก็ควรตรวจเช็คสภาพแบตเตอรี่อย่างน้อยทุกๆ 6 เดือน การใช้งานแบตเตอรี่หนักไม่ใช้แค่รถเราวิ่งเยอะนะครับ อาจรวมไปถึงรถติดในเมืองเป็นประจำด้วย
7.เลือกแบตเตอรี่ไซด์พอดีกับถาดรองแบตเตอรี่
ไซด์แบตเตอรี่นั้นสำคัญผมจะยกตัวอย่างให้เห็นได้ชัดเจน เช่น แบตเตอรี่สำหรับกระบะ ก็ไม่สามารถมาติดตั้งในรถเก๋งได้ เนื่องจากถาดรองแบตเตอรี่ไม่รองรับตามภาพตัวอย่างด้านบนเปรียบเทียบถาดรองที่มีขนาดต่างกัน ไหนจะเหล็กยึดด้านบนตัวแบตเตอรี่ที่ไม่พอดีอีก การที่เราจะติดตั้งแบตเตอรี่ไซด์ใหญ่กว่าแบตเตอรี่เดิม เราต้องมีการแปลงถาด เปลี่ยนน๊อตล็อค และเหล็กยึดแบตเตอรี่ แค่ฟังก็ดูยุ่งยากแล้วครับ
8.เลือกความจุแบตเตอรี่ให้เหมาะสม
ควรเลือกแบตเตอรี่ให้เหมาะสมกับรถของเรา ไม่ควรลดขนาดความจุของแบตเตอรี่หรือแอมป์ลงโดยเด็ดขาด เพราะผู้ผลิตรถยนต์คำนวณแอมป์ที่เหมาะสมกับการใช้งานของรถยนต์รุ่นนั้นๆ ไว้แล้ว สำหรับรถที่อายุเยอะเกิน 10 ปี แนะนำให้เลือกใช้แบตเตอรี่ที่มีแอมป์สูง ถึงเราจะเพิ่มไซด์แบตเตอรี่ไม่ได้ แต่เราก็สามารถอัพเกรดแอมป์ และกำลังสตาร์ท (CCA) ได้
9.เลือกแบตเตอรี่ที่ให้กำลังสตาร์ทเพียงพอ
กำลังสตาร์ทที่ว่า จะถูกระบุด้วยค่า CCA (Cold-Cranking Amps) ที่เป็นคนละค่ากับขนาดความจุของแบตเตอรี่ (Ah หรือแอมแปร์-ชั่วโมง) ซึ่งค่า CCA เป็นค่าสำหรับบอกว่า แบตเตอรี่ลูกนั้นมีความสามารถในการจ่ายไฟ เพื่อให้มอเตอร์สตาร์ทดึงไฟไปใช้ในการสตาร์ทเครื่องยนต์ได้แค่ไหน
ซึ่งเครื่องยนต์แต่ละขนาดต้องการค่า CCA ไม่เท่ากัน ยิ่งเครื่องยนต์ที่มีขนาดความจุมากก็ต้องการค่า CCA มากตาม อย่างไรก็ตาม ค่า CCA ของแบตเตอรี่แต่ละยี่ห้ออาจใช้มาตรฐานในการวัดต่างกัน ซึ่งมีทั้ง SAE, EA, IEC และ DIN ขึ้นอยู่กับผู้ผลิต เพราะฉะนั้นจะดูค่า CCA เฉพาะตัวเลขอย่างเดียวอาจผิดพลาดได้ ควรจะต้องดูทั้งหมดว่าตัวเลขที่ระบุนั้นใช้มาตรฐานใดวัด และไม่ควรต่ำกว่าที่ผู้ผลิตรถยนต์กำหนดไว้
10.เลือกแบตเตอรี่ที่ผลิตสดใหม่เสมอ
แบตเตอรี่ใหม่ที่ยังไม่ถูกจำหน่าย และใช้งาน ก็สามารถเสื่อมคุณภาพลงได้ ดังนั้น เพื่อให้ได้แบตเตอรี่ใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดควรเลือกแบตเตอรี่ที่ผลิตไว้ไม่เกิน 8 เดือน (แต่ปัจจุบันร้านจำหน่ายแบตเตอรี่เกือบทุกร้านได้มีการรีชาร์จกระตุ้นแบตเตอรี่ทุกๆ 90 วัน ตามที่โรงงานแนะนำ เพื่ออายุที่ยาวนานของแบตเตอรี่)
คงไม่มีใครอยากทนใช้แบตเตอรี่ที่อยู่ๆ ก็แบตหมด ดับสนิทกลางคันระหว่างเดินทางแบบกะทันหันใช่ไหมครับ ดังนั้นระหว่างการใช้งานรถของคุณในแต่ละครั้ง ลองนำเทคนิคเหล่านี้ไปสังเกตรถของท่านดูนะครับ ว่ามีอาการเหล่านี้แล้วหรือยัง ทั้งนี้อาจจะต้องดูโดยรวมทั้งระบบแบตเตอรี่ และระบบไดชาร์จว่าระบบใดที่มีปัญหา หลังจากนั้นถ้าผลออกมาว่าคุณต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่รถยนต์ใหม่ อย่าลืมโทรหา Fastbatt ร้านแบตเตอรี่ที่อัดแน่นด้วยคุณภาพ ให้คุณเปลี่ยนแบตเตอรี่รถยนต์ที่มีคุณภาพได้อย่างทั่วถึงทุกพื้นที่กันเลยครับผม
FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเปลี่ยนแบตเตอรี่รถยนต์
แบตเตอรี่รถยนต์กี่ปีควรเปลี่ยน?
โดยทั่วไปแบตเตอรี่รถยนต์มีอายุการใช้งานประมาณ 1.5-2 ปี แต่ระยะเวลาจริงขึ้นอยู่กับชนิดแบตเตอรี่ สภาพอากาศ ลักษณะการใช้งาน ระบบ Start-Stop และสภาพระบบชาร์จของรถ ดังนั้นควรพิจารณาร่วมกับอาการของรถและผลการทดสอบแบตเตอรี่ ไม่ควรใช้ระยะเวลาเพียงอย่างเดียวเป็นเกณฑ์ในการเปลี่ยนแบตเตอรี่
มีอาการอะไรบ้างที่บอกว่าแบตเตอรี่รถยนต์ใกล้เสื่อม?
อาการที่พบบ่อย ได้แก่ สตาร์ทรถช้าหรือหมุนอืด ไฟหน้าหรือไฟภายในรถสว่างน้อยลง ระบบไฟฟ้าทำงานผิดปกติ มีข้อความแจ้งเตือนเกี่ยวกับแบตเตอรี่ หรือรถสตาร์ทไม่ติดหลังจอดเป็นเวลานาน หากพบอาการเหล่านี้ควรตรวจสอบแบตเตอรี่และระบบชาร์จโดยเร็ว
ค่า CCA เท่าไหร่ถึงควรเปลี่ยนแบตเตอรี่?
ไม่ควรใช้ค่า CCA เพียงตัวเดียวเป็นเกณฑ์ตายตัวในการตัดสินว่าแบตเตอรี่ควรเปลี่ยนหรือไม่ ควรเปรียบเทียบค่า CCA ที่วัดได้กับค่ามาตรฐานของแบตเตอรี่ รวมถึงพิจารณาค่า SOH อาการของรถ และผลการทดสอบระบบสตาร์ทและระบบชาร์จร่วมกัน
ค่า Voltage ของแบตเตอรี่รถยนต์ควรอยู่ที่เท่าไหร่?
ค่า Voltage สามารถใช้เป็นข้อมูลเบื้องต้นในการตรวจสอบระดับประจุของแบตเตอรี่ แต่ไม่สามารถใช้ยืนยันสุขภาพของแบตเตอรี่ได้เพียงอย่างเดียว เพราะแบตเตอรี่ที่เสื่อมอาจยังมีแรงดันไฟฟ้าปกติเมื่อไม่มีโหลด จึงควรตรวจสอบร่วมกับค่า CCA, SOH และการทดสอบภายใต้โหลด
SOH และ SOC ของแบตเตอรี่คืออะไร?
SOH (State of Health) คือค่าที่ใช้ประเมินสุขภาพหรือความสามารถของแบตเตอรี่เมื่อเทียบกับสภาพใหม่ ส่วน SOC (State of Charge) คือระดับประจุไฟฟ้าที่มีอยู่ในแบตเตอรี่ ณ ขณะนั้น โดยแบตเตอรี่ที่มี SOC ต่ำไม่ได้หมายความว่าแบตเตอรี่เสื่อมเสมอไป
แบตเตอรี่ไฟอ่อนกับแบตเตอรี่เสื่อมเหมือนกันหรือไม่?
ไม่เหมือนกัน แบตเตอรี่ไฟอ่อนอาจเกิดจากการจอดรถนาน ใช้อุปกรณ์ไฟฟ้ามาก หรือระบบชาร์จทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพ ขณะที่แบตเตอรี่เสื่อมหมายถึงความสามารถในการเก็บและจ่ายกระแสไฟลดลงตามอายุการใช้งาน การตรวจด้วยเครื่องทดสอบแบตเตอรี่จะช่วยแยกสาเหตุได้แม่นยำมากขึ้น
ถ้าแบตเตอรี่ยังสตาร์ทรถได้ จำเป็นต้องเปลี่ยนหรือไม่?
ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนทันทีหากแบตเตอรี่ยังอยู่ในสภาพดี แต่การที่รถยังสตาร์ทได้ไม่ได้หมายความว่าแบตเตอรี่มีสุขภาพดีเสมอไป หากผลทดสอบพบว่าค่า CCA หรือ SOH ลดลงมาก ควรวางแผนเปลี่ยนแบตเตอรี่ก่อนที่จะเกิดปัญหาสตาร์ทไม่ติด
แบตเตอรี่ AGM, EFB และแบตเตอรี่ทั่วไปสามารถใช้แทนกันได้หรือไม่?
ไม่ควรเปลี่ยนชนิดแบตเตอรี่โดยไม่ตรวจสอบสเปกรถยนต์ก่อน รถที่ออกแบบมาให้ใช้ AGM หรือ EFB ควรเลือกแบตเตอรี่ให้ตรงกับเทคโนโลยีและสเปกที่ผู้ผลิตรถกำหนด โดยเฉพาะรถที่มีระบบ Start-Stop และระบบจัดการแบตเตอรี่ (BMS)
หลังเปลี่ยนแบตเตอรี่รถยนต์ จำเป็นต้อง Register Battery หรือไม่?
รถยนต์บางรุ่น โดยเฉพาะรถยุโรปที่มีระบบ Battery Management System (BMS) อาจจำเป็นต้องทำ Battery Registration หรือการลงทะเบียนแบตเตอรี่หลังเปลี่ยนลูกใหม่ เพื่อให้ระบบจัดการแบตเตอรี่รับรู้ว่าได้เปลี่ยนแบตเตอรี่แล้ว อย่างไรก็ตาม ความจำเป็นและขั้นตอนจะแตกต่างกันไปตามยี่ห้อ รุ่น ปี และระบบของรถยนต์
เปลี่ยนแบตเตอรี่แล้วทำไมยังมีไฟเตือนบนหน้าปัด?
อาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น ระบบยังไม่ได้ Register Battery, แรงดันไฟฟ้าไม่เหมาะสม ระบบชาร์จมีปัญหา หรือมีข้อผิดพลาดที่บันทึกอยู่ใน ECU/BMS จึงควรตรวจสอบด้วยเครื่องวิเคราะห์ระบบของรถยนต์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง
ควรเปลี่ยนแบตเตอรี่ก่อนหมด หรือรอให้สตาร์ทไม่ติด?
แนะนำให้เปลี่ยนแบตเตอรี่เมื่อผลการทดสอบแสดงว่าแบตเตอรี่เริ่มเสื่อมและมีความเสี่ยงที่จะไม่สามารถสตาร์ทรถได้ การเปลี่ยนก่อนแบตเตอรี่หมดจะช่วยลดโอกาสเกิดปัญหาสตาร์ทไม่ติดระหว่างเดินทางหรือในช่วงเวลาที่ไม่สะดวก
เปลี่ยนแบตเตอรี่รถยนต์ควรเลือก Ah และ CCA เท่าไหร่?
ควรเลือกให้ตรงหรือเหมาะสมกับสเปกที่ผู้ผลิตรถยนต์กำหนด โดยพิจารณาทั้งขนาดแบตเตอรี่ ค่า Ah, CCA, ขั้วแบตเตอรี่ ขนาดตัวถัง และประเภทแบตเตอรี่ เช่น AGM หรือ EFB ไม่ควรเลือกจากขนาดเครื่องยนต์เพียงอย่างเดียว
——————————————————
Fastbatt เปลี่ยนแบต นอกสถานที่ บริการฟรี! ค่าแรง, ฟรี! ค่าส่ง 100% (15 กม.) บริการแบตด่วน ภายใน 30 นาที โทร 090 996 7197
——————————————————
บริการพ่วงแบต จั๊มแบตรถยนต์ ฉุกเฉินนอกสถานที่ ราคาเริ่มต้น 600 บาท
บริการพ่วงแบตเตอรี่รถยนต์ จั๊มแบตเตอรี่รถยนต์ แบตเตอรี่รถยนต์หมดฉุกเฉินนอกสถานที่ ในกรณีที่ลืมเปิดไฟทิ้งใว้, จอดรถทิ้งใว้นานๆ หรือ กรณีอื่นๆ เราบริการนอกสถานที่ทั้งในกรุงเทพ ปริมณฑล รวมไปถึงการเปลี่ยนแบตเตอรี่รถยนต์ฉุกเฉินนอกสถานที่โดยช่างผู้ชำนาญงาน บริการแบตด่วน ภายใน 30 นาที
การให้บริการพ่วงแบตเตอรี่รถยนต์ จั๊มแบตเตอรี่รถยนต์ ฉุกเฉินนอกสถานที่ด้วยเครื่องมือ และอุปกรณ์ที่ทันสมัย เครื่องจั๊มสตาร์ทแบบพกพา กำลังไฟสูง รวดเร็วคล่องตัว ใช้ได้ทั้งรถเก๋ง รถกระบะ ทั้งเครื่องยนต์เบนซิน และดีเซล จั๊มสตาร์ทของเรามีกำลังสตาร์ทเครื่องยนต์ถึง 3000 cc. จึงทำให้การพ่วงแบตเตอรี่รถยนต์ จั๊มแบตเตอรี่รถยนต์ ไม่ยุ่งยากเหมือนในอดีต Fastbatt ยินดีให้บริการพ่วงแบตเตอรี่รถยนต์ จั๊มแบตเตอรี่รถยนต์ฉุกเฉิน ตลอด 24 ชั่วโมง ลูกค้าโปรดไว้วางใจในบริการของเรา
อัตราค่าบริการพ่วงแบต จั๊มแบตรถยนต์ ฉุกเฉิน นอกสถานที่ ราคาดังนี้ <<คลิ๊ก
วิธีแก้ไขเบื้องต้นคือขอความช่วยเหลือเพื่อพ่วงแบตเตอรี่กับรถคันอื่น โดยใช้สายพ่วงแบตเตอรี่ และทำตามขั้นตอนดังต่อไปนี้
การพ่วงแบตรถยนต์ที่ถูกวิธี แบบง่ายๆ
1. สายสีแดง คีบขั้วบวก แบตเตอรี่ ไฟดี
2. สายสีแดง คีบขั้วบวก แบตเตอรี่ ไฟอ่อน
3. สายสีดำ คีบขั้วลบ แบตเตอรี่ ไฟดี
4. สายสีดำ คีบตัวถังโลหะ รถที่แบตเตอรี่ ไฟอ่อน
5. ปิดระบบไฟฟ้า และแอร์ของรถทั้ง 2 คัน
6. สตาร์ทรถแบตเตอรี่ ไฟดี แล้วสตาร์ทรถแบตเตอรี่ ไฟอ่อน
7. ถอดสายสีดำ แบตเตอรี่ ไฟอ่อน และถอดสายสีดำ แบตเตอรี่ ไฟดี
8. ถอดสายสีแดง แบตเตอรี่ ไฟอ่อน และถอดสายสีแดง แบตเตอรี่ ไฟดี
เมื่อพ่วงแบตครบตามขั้นตอนด้านบนแล้ว ให้เริ่มสตาร์ทรถของคนที่มาช่วยเหลือก่อน แล้วค่อยสตาร์ทคันที่รถสตาร์ทไม่ติด หลังจากนั้นจึงถอดสายออกย้อนกลับตามลำดับ แล้วค่อยขับรถมองหาร้านแบตเตอรี่ที่มีสัญลักษณ์ 3K Battery เพื่อเปลี่ยนแบตเตอรี่ที่ได้คุณภาพ มาตรฐานระดับสากล โดยที่ shop จะมีแบตเตอรี่ให้เลือกหลากหลายแบบ หลากหลายประเภทที่คุณสามารถเลือกให้เข้ากับรถของคุณได้เลยครับ แค่นี้ปัญหารถสตาร์ทไม่ติดก็หมดไปแล้วครับผม
————————————————
การให้บริการระยะทาง 15 กิโลเมตร (ไม่เกิน 20 กิโลเมตร)
ในกรณีนอกเขตพื้นที่บริการมีค่าใช้จ่ายเริ่มต้นที่ 500 บาท
เขตปริมณฑล ค่าบริการเริ่มต้นที่ 1,000 บาท (งดบริการชั่วคราว)
ขอสงวนสิทธิ์การงดบริการในบางเวลา และบางพื้นที่
——————————————————
เปลี่ยนแบตนอกสถานที่ :
- Call : 090 996 7191
- Line Official : @fastbatt
- FaceBook Official : fastbattfans
——————————————————
แบตทุกรุ่นรับประกันจากโรงงานผู้ผลิต 1 ปีครับ
——————————————————
การสำรองไฟในขณะที่ทำการเปลี่ยนแบตเตอรี่รถยนต์นั้นสำคัญ ทางเรา Fastbatt แบตเตอรี่ เปลี่ยนแบตนอกสถานที่ กรุงเทพ ปริมณฑล ทำการสำรองไฟทุกครั้งในขณะเปลี่ยนแบตเตอร์รี่รถยนต์
——————————————————
พื้นที่ให้บริการเปลี่ยนแบตเตอรี่นอกสถานที่ กรุงเทพฯ และพื้นที่ใกล้เคียง
Fastbatt ให้บริการเปลี่ยนแบตเตอรี่นอกสถานที่ พร้อมจัดส่งและติดตั้งแบตเตอรี่ถึงจุดที่รถจอด ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และพื้นที่ใกล้เคียง โดยแบ่งพื้นที่ให้บริการตามโซนต่างๆ ดังนี้
โซนกรุงเทพกลาง
พระนคร, ดุสิต, ป้อมปราบศัตรูพ่าย, สัมพันธวงศ์, พญาไท, ราชเทวี, ดินแดง, ห้วยขวาง, วังทองหลาง, พระราม 9, เหม่งจ๋าย, ประชาสงเคราะห์, เทียนร่วมมิตร, RCA, ทาวน์อินทาวน์, แยก อสมท, เซ็นทรัล พระราม 9, ถนนเพชรบุรี, อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ และถนนศรีอยุธยา
โซนลาดพร้าว–รามอินทรา–บางเขน
จตุจักร, บางซื่อ, ลาดพร้าว, วังหิน, ลาดปลาเค้า, โชคชัย 4, นาคนิวาส, สตรีวิทยา 2, ประดิษฐ์มนูธรรม, เลียบทางด่วนรามอินทรา–อาจณรงค์, รามอินทรา, บางเขน, ท่าแร้ง, หลักสี่, ดอนเมือง และสายไหม
โซนมีนบุรี–รามคำแหง–บางกะปิ
บางกะปิ, คลองจั่น, แฮปปี้แลนด์, หัวหมาก, รามคำแหง, หลังราม, หมู่บ้านนักกีฬา, สะพานสูง, สัมมากร, นวลจันทร์, นวมินทร์, บึงกุ่ม, คลองกุ่ม, โพธิ์แก้ว, คลองลำเจียก, สุคนธสวัสดิ์, ประเสริฐมนูกิจ, ตลาดปัฐวิกรณ์, เสรีไทย, คันนายาว, มีนบุรี, คลองสามวา, หนองจอก และร่มเกล้า
โซนสุขุมวิท–พระโขนง–คลองเตย
ปทุมวัน, บางรัก, สาทร, บางคอแหลม, ยานนาวา, อโศก, สุขุมวิท, ทองหล่อ, เอกมัย, สุขุมวิท 71, ปรีดี พนมยงค์, พระโขนง, คลองตัน, คลองเตย, วัฒนา, พระราม 4 และกล้วยน้ำไท
โซนอ่อนนุช–พัฒนาการ–ศรีนครินทร์
สวนหลวง, ประเวศ, อ่อนนุช, พัฒนาการ, ศรีนครินทร์, เฉลิมพระเกียรติ ร.9, บางจาก, อุดมสุข, ปุณณวิถี, ธัญญาพาร์ค ศรีนครินทร์, ซีคอนสแควร์ ศรีนครินทร์, ซีคอน และพาราไดซ์ พาร์ค
โซนบางนา–ลาดกระบัง–พื้นที่ใกล้เคียง
บางนา, ลาซาล, แบริ่ง, ด่านสำโรง, กิ่งแก้ว, ลาดกระบัง และเซ็นทรัล บางนา
โซนกรุงธนบุรี
ธนบุรี, คลองสาน, จอมทอง, บางพลัด, บางกอกใหญ่, บางกอกน้อย, ตลิ่งชัน, ทวีวัฒนา, ภาษีเจริญ, บางแค, หนองแขม, บางบอน, บางขุนเทียน, ราษฎร์บูรณะ และทุ่งครุ
นอกจากนี้ Fastbatt ยังให้บริการในพื้นที่ใกล้เคียงกรุงเทพฯ โดยสามารถจัดส่งและติดตั้งแบตเตอรี่ถึงจุดที่รถจอด ทั้งรถยนต์ทั่วไป รถยนต์ Hybrid รถยนต์ Plug-in Hybrid และรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ตามพื้นที่และเงื่อนไขการให้บริการ
หมายเหตุ: พื้นที่ให้บริการ และค่าบริการอาจแตกต่างกันตามระยะทาง ตำแหน่งรถ สภาพการจราจร และช่วงเวลาที่เรียกใช้บริการ และบางพื้นที่มีค่าบริการ กรุณาสอบถามเจ้าหน้าที่เพื่อยืนยันพื้นที่ให้บริการและค่าใช้จ่ายก่อนเข้ารับบริการ